โฮสหนูมากับดวงค่ะ

posted on 29 Aug 2010 10:36 by panpans

เมื่อวันเสาร์ที่ 22สิงหาคม โฮสเราก็มาถึงเมืองไทย (เราเคยไปเป็นเด็ก AFS ที่จีนน่ะ) หลังจากตระเวนเที่ยวมาจากเวียดนาม

 วันแรกไปเจอโฮสที่ถนนข้าวสาร โรงแรมเล็กๆที่มีห้องน้ำอยู่ตรงระเบียง =[]=? 

 

 

 ก็ไปนั่งอยู่ในห้องนั้นซักพัก นั่งดูรูปของโฮสที่ไปเวียดนามกับเขมร ยังคุยกันเหมือนตอนเราอยู่บ้านเค้า สามปีที่ไม่ได้เจอกันไม่มีความหมาย 555 

คุยไปคุยมา กลายเป็นว่า โฮสจะมานอนบ้านเรา (จากที่ไม่ย้อมไม่ยอม) และเราต้องไปกระบี่กับเค้า!!

เมื่อสรุปได้ดังนั้น ก็เรียกคนส่งของที่บ้าน มาขับรถรับสัมภาระของโฮสไปกองไว้ที่บ้านก่อน แล้วเราก็พาโฮสไปวัดพระแก้ว! (ด้วยตุ๊กตุ๊ก รถอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ )

โฮสดูจะตื่นเต้นตระการตากับวัดพระแก้วไทย หลังจากที่ไปดูวัดพระแก้วของเขมร ที่หน้าตาเหมือนวัดใหญ่ๆหน่อยเท่านั้น

 

 

 

 รู้สึกเราจะโชคร้ายในการเขียนเอ็นทรี่นี้นะ เมื่อกี๊เขียนเสร็จแล้ว ระบบมันล็อคออฟไปตอนไหนก็ไม่รู้ ต้องเขียนใหม่!! เขียนก็ได้!!

โอเค หลังจากไปวัดพระแก้ว เราก็หอบท้องไปหาข้าวกินแถวๆนั้น เสร็จแล้วก็ไปขึ้นเรือด่วนที่ท่าช้าง เพื่อไปเยาวราช เป็นครั้งแรกที่เราขึ้นเรือด่วนเองโดยไม่มีใครพาไป และเป็นครั้งที่สองในชีวิต หลังจากเมื่อปีที่แล้วพาฮิโรชิไปเที่ยว แต่... เราขึ้นได้ถูกต้องและไร้อุปสรรค งงมาก อะไรแบบนี้มันไม่ค่อยจะเกิดขึ้นกับเรา ปกติต้องปล่อยไก่ก่อนซักเล้าสองเล้า 

แต่จริงๆแล้วการขึ้นเรือด่วนก็ไม่ได้ยาก เพราะเค้ามีแผนที่บอกชัดเจน แล้วก็บอกด้วยว่าเรือธงสีไหนจอดท่าไหนบ้าง จะว่าไปแล้วง่ายกว่าขึ้นรถเมล์ไทยหลายเท่า

 

แล้วเราก็มาถึงท่าราชวงศ์ แต่นึกขึ้นได้ว่าไหนๆจะนอนที่บ้านเราแล้ว ก็เอาเป้ไปกองไว้ที่บ้านเราก่อนสิ

ว่าแล้วก็เดินไปบ้าน จากท่าน้ำก็แค่ห้านาที ตรงนี้โฮสแม่เราเจอแบงค์พันของใครไม่รู้ ไม่มีคนที่เดินไปเดินมาอยู่ใกล้ๆด้วย เลยเสร็จโฮสเราเลย อิอิ แล้วก็ไปนั่งพักหายใจหายคอ และก็พามารู้จักตั่วโกวป่าป๊าด้วย

พอหายเหนื่อยเราก็นั่งตุ๊กๆไปวัดไตรมิตรก่อน ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์แสดงความเป็นมาของคนไทยเชื้อสายจีน มีภาษาจีนประกอบ โฮสเราดูกันสนุกสนาน ค่าเข้าชมคนต่างชาติคนละ 140 บาท คนไทยชมฟรี วัดพระแก้วก็คนละ 350 รวมเบ็ดเสร็จสองคนค่าเข้าชมของวันนี้ 980 บาท แต่เก็บแบงค์พันได้ วันนี้โฮสเราเลยเที่ยวฟรีพร้อมได้เงินอีกยี่สิบ โฮสหนูมากับดวงมั้ยล่ะ

 

หลังจากดูพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็พาโฮสมาดูย่านคนจีนของจริง นั่นก็คือสำเพ็งกับเยาวราช ดูท่าทางแกจะตื่นตาตื่นใจ แต่ที่น่าจะประทับใจแกที่สุด เห็นจะเป็นยำปลาหมึกปิ้งข้างถนนแถวสำเพ็งนะ

 

 

ปลาหมึกพวกนี้ไม้นึงตั้ง 90! แต่ยำถึงเครื่องมาก พริกขี้หนูก็คงใส่ไม่ยั้งเหมือนกัน โฮสแม่เรากินเสร็จหาน้ำกินแทบไม่ทัน แต่แกก็บอกว่าอร่อยมาก

วันต่อมา

เราหอบกันไปเขาใหญ่ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า โชคดีที่ฝนไม่ตก (แต่ตอนกลับแล้วก็ตกแหละ โชคดีๆ)

หึๆโฮสขา เป็นไงคะ สองข้างทางต่างจังหวัดไทย สวยงามล่ะสิ...

ไม่เลย เค้าไม่ได้สังเกตซักนิดว่ามันต่างจากจีนแค่ไหน!! น่าแค้นใจนัก เราอุตส่าห์ภูมิใจ

หึหึๆ แต่เรายังมีความหวังว่าเค้าจะรู้สึกตอนกลับไปจีนแล้ว

วันนี้โฮสเราก็มากับดวงอีกเช่นเคย ยังไงน่ะหรอ?

พอดีพวกเราไปซื้อโค้กกิน แล้วไปเจอนักดูผีเสื้อพอดี เค้าบอกว่า คุณเห็นผีเสื้อตรงนั้นรึยัง มาจะพาไปดู

แล้วเราก็เจอไอ้นี่

 เค้าบอกเค้าตามล่าหาเจ้านี่มาสามปีแล้ว วันนี้เพิ่งจะเจอ ตัวใหญ่ประมาณคืบนึงได้ จากหัวถึงหางนะ ชื่อ moon moth ดูโฮสเราสิ เพิ่งมาเขาใหญ่ครั้งแรก เจอเลย

แล้วก็เจอไอ้นี่ด้วย

 

แถ่น แท้น ผีเสื้อหนอนกระท้อนหรือ  Atlas Moth เป็นผีเสื้อกลางคืนตัวใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็ไม่ได้หายากอะไร แต่เราเองก็เพิ่งจะะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน ปีกข้างนึงใหญ่เกือบเท่าฝ่ามือ

จริงๆยังมีผีเสื้อดีไซน์เนี้ยบๆอีกมากมาย แบบว่าขนาดมองใกล้ๆยังไม่รู้ว่าเป็นผีเสื้อ แต่ถ้าเอามาลงหมด คงได้มีคนโหลดหน้าบล็อคไม่ขึ้นบ้างล่ะ  

 

 

 

ขอนอนเก็บแรงสำหรับเดินทางไปกระบี่คืนนี้ก่อนนะค้า

แล้วจะมาเล่าเรื่องกระบี่ตอนต่อไป อิอิ 

Visa แอนด์ ปฐมนิเทศ

posted on 14 Aug 2010 20:22 by panpans

เมื่อวันศุกร์หลังวันแม่.. เป็นวันศุกร์ที่ 13 เราก็ได้ไปทำวีซ่ามา... ฤกษ์งามยามดีสุดๆ

เดี๋ยวนี้วีซ่าญี่ปุ่น เค้ามีสถานที่แยกออกมาของเค้าโดยเฉพาะ มาอยู่ที่สีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น15 ออกแนวเหมือนไปธนาคารมากๆ มียามหน้าประตู มีช่องให้บริการเป็นล็อคๆ แล้วก็มีกดบัตรคิวตามประเภทธุรกรรม คนละเรื่องกับตอนไปสถานฑูตญี่ปุ่นเลย  กว่าจะฝ่าด่านเข้าไปถึงข้างในได้แทบแย่

โชคดีที่ปอ (คนที่จะไปด้วยกัน) เค้ามาถึงก่อนแล้วทำเสร็จไปก่อนแล้ว เราเลยมีไกด์ไม่ต้องยืนเอ๋อ 555

การทำก็ง่ายมากๆสำหรับนักเรียนเอพียูที่มีใบ COE แล้ว เลยยิ่งทำให้มันเหมือนไปธนาคารเข้าไปใหญ่ แค่ยื่นๆเอกสารให้เค้า เค้าก็เช็คๆ แล้วก็บอกว้่า มารับวันที่สิบเก้านะคะ เสร็จ!

เอกสารที่ต้องเตรียมก็มี

  1. พาสปอร์ตที่มีหน้าว่างสองหน้าขึ้นไป
  2. ใบสมัครวีซ่าที่กรอกเรียบร้อย ติดรูปขนาดสองนิ้วรูปนึงด้วย
  3. แบบสอบถามที่กรอกแล้ว
  4. COE พร้อมสำเนาหนึ่้งฉบับ
  5. ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนาหนึ่งฉบับ
  6. ถ้ามีพาสปอร์ตเล่มเก่าเอาไปด้วย
  7. ใบที่แสดงว่า เอพียูรับเราเข้าเป็นนักเรียน เอาไปอ้างอิง เพราะเวลากรอกใบสมัครวีซ่า เค้าจะให้เราเขียนโรงเรียนที่จะไปเรียน ไม่ใช่โรงเรียนเก่า
  8. เงิน 1,615 บาท 
อย่างอื่นที่ไม่ได้เขียนว่าต้องซีร็อกซ์ก็ไม่ต้องซีร็อกซ์ไป เพราะเค้าคืนหมด เปลืองตังค์ 555
 
ข้อมูลเรื่องที่ตั้ง เวลาทำการ วันหยุด ดาว์นโหลดใบสมัครและแบบสอบถาม ที่นี่เลยจ้า
 
แค่นี้แหละ เสร็จแล้ว ไม่มีการโทรเช็ค ไม่มีอะไรทั้งสิ้น COE ใบเดียวย่อระยะเวลาได้เยอะเลย..แต่กว่าจะได้มันมาก็ทำไรเยอะอยู่ =_= 
 
แล้วก็ไปพารากอน ซื้อพันนาคอตต้ากับช็อคโกแลตมูสที่ LENÔTRE ให้แม่กับป้า อร่อยมากมาย  แต่กว่าจะประคับประคองมันมาถึงบ้านได้ก็แทบแย่อยู่ =_=
 
 ต่อเรื่องปฐมนิเทศ
 
วันนี้ไปถึงเกือบเก้าโมงเวลานัดพอดี แต่มีคนมาแค่ไม่กี่คน เจอปอคนแรกเลย ปอบอกมาตั้งแต่หกโมง 
แจกเอกสารมากมายมหาศาลแต่จัดไว้เป็นแฟ้มสวยงาม รวมๆซักโลครึ่งได้ 
 
ทุกคนก็ดูจะตื่นตาตื่นใจกับการเจอคนที่เคยคุยกันแต่ในเอ็ม วันนี้ได้เจอตัวจริงเกือบครบเลย  
 
เรื่องที่พูดส่วนของ ดร.ทวีนั้น เราสรุปอะไรไม่ได้เลย 555 แม่เราฟัง ดร.แกพูดแล้วขำใหญ่ เพราะมันไม่ประติดประต่อกันเลย =_= แล้วก็มี ดร.อีกท่านนึง พูดถึงเรื่องลักษณะการเรียนการสอนของญี่ปุ่น อืมๆ ฟังๆ ฟังไปฟังมาชักเข้าเรื่องวิธีทำรายงาน วิธีทำวิจัย เอิ่ม.. มันไม่เร็วไปหน่อยหรอสำหรับปฐมนิเทศเนี่ย  อีกท่านนึง พูดถึงเอพียูโดยตรง เรื่องชีวิตประจำวัน ของที่ต้องเตรียม นี่สิ ค่อยน่าฟังหน่อย  แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้วอ่ะนะ
 
แต่สิ่งนึงที่ทุกคนที่จะไปเอพียู ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ระดับด็อกเตอร์ทำ คือ่านบล็อกชุย!!  ทุกคนรู้จัก อ่าน และพูดถึงบล็อกนี้ โอ้ว มีอิทธิพลจริงๆ
 
หลังจากนั้น ตอนเที่ยง เราก็หายหัวไปทันที 555
 
ไปหาพี่เอ๋~
 
ให้ขนมมาด้วย ขอบคุณนะคะ อร่อยมากมาย แต่ได้เจอกันแปปเดียว เพราะเราต้องไปสอนต่อ 
 
ตอนสอนโคตรเบื่อเลยวันนี้ ได้ตรวจแต่งานยากๆ ฮือ อยากอยู่ต่อจัง 
 

 

COE มาแล้วว

posted on 23 Jul 2010 16:03 by panpans

ห่างหายไปจากบล็อกนานมาก  แฟนบล็อกหายหมด 555

เอาล่ะ เข้าเรื่อง สำหรับ APU ใบ COE หรือเต็มๆว่า Certificate of Eligibility ที่ทำแล้วก็ส่งเอกสารไปตั้งแต่เมษา ก็มาถึงเรียบร้อย (หลายวันแล้วแหละ เพิ่งจะอัพบล็อก 555)

 

 

 

ในซองมี

 

  • COE เค้าบอกว่าต้องใช้เวลายื่นวีซ่าตอนเข้าประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ตอนเข้าประเทศญี่ปุ่น มีอายุ 2 ปี 3 เดือน (รูปนักเรียนซะเรียบร้อยอ่ะ เค้าจะให้เข้าประเทศมั้ยเนี่ย -*- ขนาดคนเจอกันทุกวันไปตัดผมมาเค้ายังจำไม่ได้เลย)
  • การบ้านภาษาญี่ปุ่น! มาเป็นเล่มเลย มีหลายระดับ สำหรับคนที่ยังอ่านฮิรางานะไม่ได้  คนที่อ่านได้ คนที่พอเขียนอะไรง่ายๆได้ (เราอยู่ตรงนี้แหละ เค้าเรียกว่าระดับกลางเลยนะ นี่ตรูระดับกลางแล้วจิงอ้ะ ) แล้วก็คนที่เขียนเรียงความภาษาญี่ปุ่นได้
  • หนังสือสอนภาษาญี่ปุ่นที่อาจารย์ของ APU เขียนเอง พิมพ์เป็นเล่มสวยงาม มูลค่าเล่มละ 1,100 เยนก็ซัก 400 บาทอ่ะนะ เล่มเขียวๆอ่ะ
  • ใบยกเลิกการพักที่ AP House
  • อื่นๆ จำไม่ได้ แต่ไม่สำคัญเท่าไหร่
 
เรื่องที่สอง...
 
เมื่อวานไปเจอคาโมะซังมา (เป็นคนญี่ปุ่นที่เราสอนภาษาไทยเค้าแหละ) อยากบอกว่า โคตรรรไม่ประทับใจเลยยย ไหนใครบอกญี่ปุ่นเป็นพวกแคร์คนอื่นและอ่านบรรยากาศไง แต่เราก็พอเดาได้อยู่หรอก ว่าสาเหตุมันมาจากอะไร
 
เล่าก่อน เดี๋ยวงง
คือว่าคาโมะซังเนี่ย เค้าจะมาเปิดโรงงานอะไหล่มอเตอร์ไซค์ยามาฮ่ากับคาวาซากิที่ศรีราชา เค้าเลยจะเรียนภาษาไทย มีคนแนะนำให้เรารู้จักเค้า ก็เลยสอนทาง Skype ทุกวันอาทิตย์ แล้วพอเค้ามาที่ศรีราชา เค้าเลยอยากนัดเจอตัวจริงหน่อย แบบไหนๆก็ต้องแวะกรุงเทพฯ
 
เราเลยนัดเค้าที่เซ็นทรัลชิดลม ร้าน Greyhound Cafe ตอนเที่ยวครึ่ง เราเอาแม่ไปด้วย 555 ปรากฏว่า เค้านั่งแท็กซี่ จากศรีราชา มาเซ็นทรัลชิดลม!! แล้วรถเส้นสุขุมวิทก็นะ ติดตลอดอยู่แล้ว  ปรากฏว่า กว่าเค้าจะมาถึง ก็ 13.10 เอากระเป๋าเดินทางมาด้วยเลย ขากระเผลกไปข้างนึง (คือเค้าอายุเท่าพ่อเราเลย) เราเลยต้องช่วยเค้ายกของ
 
มาถึงถามว่าสั่งอะไรดี ข้าวหรืออะไรเส้นๆ เค้าก็ตอบทันทีว่า เอาเส้นๆ!! ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจเรื่องนี้ คุยกันก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แถมเค้าก็รีบกินมาก เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเค้ามีนัดอีกตอน 2 โมง แถวคลองเตย มิน่าถึงสั่งอะไรเส้นๆ -*- พอเค้ากินเสร็จเค้าก็นั่งเหม่อ นั่งดูนาฬิกา เรากะแม่ก็ถูกกดกัน เลยต้องรีบจ้วงข้าว -*- สรุปเลยไม่ค่อยได้คุยอะไร เป็นการนัดเจอที่ไม่สนุกและอึดอัดที่สุดในโลก ตอนเค้าจะกลับก็ต้องช่วยเค้าเข็นกระเป๋าเดินทาง เพราะขาเค้าไม่ดี แล้วหน้าตาเค้าก็ดูไม่รู้สึกขอบคุณเลยซักนิด -*- พาไปส่งที่แท็กซี่ แล้วเราก็แบบ อวยพรให้เค้าเดินทางปลอดภัย เค้าก็ หันมายิ้มๆ อืมๆ แล้วก็หันกลับไปทำหน้าตาย อะไรว้าเนี่ย!! มิน่าคนญี่ปุ่นถึงบอกว่าสังคมมันแย่ หาความจริงใจไม่มี นี่เลย เป็นตัวเป็นตนมาให้สัมผัสถึงกรุงเทพเลย -*-
 
แต่เราว่า
 
จริงๆ มันก็มีนะตอนที่คุยกันรู้เรื่องน่ะ แล้วเค้าก็ดูยิ้มๆใจดี คือสัมผัสตัวจริงได้บ้าง เราว่าถ้ารถมันไม่ติด แล้วเค้าไม่มีนัดต่อ มันคงจะสนุกกว่านี้เยอะ คือเค้าก็คงไม่เคยเจอรถติดอะไรขนาดนี้ (ญี่ปุ่นขนส่งมันดีนี่เนอะ) ทำตารางเวลาเค้าเจ๊งไปหมด แล้วตอนเรากับแม่นั่งรไฟฟ้ากลับ มองไปทางคลองเตย แดงโร่เลย -*- คาโมะซังคงไม่ประทับใจกรุงเทพฯสุดๆ
 
สาดเสียเทเสียคาโมะซังมาเยอะละ 555 คือจริงๆ เค้าก็ให้ของฝากเรานะ นี่ไง
ไอ่จุดๆ เป็นหนังสือสอนภาษาไทยสำหรับคนญี่ปุ่น ทำซะน่ารักน่าอ่าน คือมันมีคำแปลภาษาไทยควบคู่กับญี่ปุ่น คนไทยเลยใช้เรียนภาษาญี่ปุ่นได้ด้วย
 
ข้อสังเกต คนญี่ปุ่นเป็นพวกรักความเป็นส่วนตัวมาาาากกกก ไอ่จุดๆนี่ไม่ใช่ปกหนังสือแต่ประการใด แต่เป็นการห่อ (คิดว่าทุกร้านคงมีกระดาษห่อแบบนี้) ห่อเพื่อว่าคนอื่นจะได้ไม่รู้ว่าตัวเองอ่านอะไรอยู่ เพราะไม่เห็นปกหนังสือ =__= 
 
พูดถึงเนื้อหาในหนังสือก็เจ๋งมาก เป็นไรที่น่าจะได้ใช้จริงๆ เช่นคำว่า เจ็บใจ เอาอีก ไม่เอา ไม่ไหวแล้วว ไปต่อกันมั้ย ขอเมลล์หน่อย ไรงี้ 555
 
ส่วนกล่องสีน้ำตาล คือ Shiroi Koibito ของฝากที่ใครไปญี่ปุ่นก็ต้องซื้อมา (เพิ่งได้มิลล์ฟิลล์ของบริษัทเดียวกันมาอาทิตย์ที่แล้ว) แต่อันนี้เป็นใส่ช็อกโกแลตนม ปกติจะเคยกินแต่แบบช็อกโกแลตขาว อร่อยดี ^^ 
 
 
 แบบนี้ไง ใส้ช็อคโกแล็ตนม
 
อีกอัน คิดว่าเป็นอะไร??
 
มันคือชาเขียว!! ชาเขียวแบบที่เป็นใบชาชงกับน้ร้อนอย่างนั้นเลย คือคาโมะซังเป็นคนชิซึโอกะ แล้วเป็นที่ๆชาเขียวขึ้นชื่อ แล้วสงสัยเราเคยบ่นว่าชอบกินด้วยมั้ง เลยซื้อมา ญี่ปุ่นนี้ขึ้นชื่อเรื่องการห่อจริงๆ ตอนเค้าบอกเราว่าเป็นชาเขียว ยังงงอยู่เลยว่าไอ่กล่องแบบนี้มันจะเป็นชาเขียวแบบไหน ก็คือมันมีถุงชาเขียว แล้วก็มีกล่องพิมพ์ลายญี่ปุ่น แล้วค่อยมีกระดาษนี่ห่ออีกที แล้วไม่ได้ห่อชั้นเดียวด้วย พันกล่องซะครึ่งรอบ แล้วห่อ แล้วค่อยแปะสติกเกอร์ยี่ห้อชา ข้างในมีแนบวิธีการชงแบบต่างๆ ว่าถ้าใช้น้ำอุณหภูมิเท่าไหร่ จะออกมาเป็นชาแบบไหน ชื่ออะไร อะโห... จะว่าไปแล้วดูจากของที่เค้าซื้อมา เค้าก็คงไม่ใช่คนเย็นชาแข็งกระด้างซะทีเดียวนะ แต่เราจะได้คุยกับเค้าอีกมั้ยนี่ดิ 
 
ปล่อยมันไปตามยถากรรมละกัน Whatever will be will be. เรากำหนดอะไรไม่ได้ ก็อย่าไปเครียดกับมันดีกว่าเนาะ