Konnichiwa Japan ^^

posted on 15 Sep 2010 07:07 by panpans

เหะๆ ขอโทษที่ไม่ได้อัพนานแบบว่ามันยังไม่ชินกับการทำทุกอย่างเองง่ะ

แต่วันที่ 13 เราก็มาถึงที่สนามบินฟุกุโอกะท่ามกลางสายฝน ตอนเกือบแปดโมงเช้าเวลาญี่ปุ่นในสภาพค่อนข้างโทรมเพราะเมื่อคืนก่อนกว่าจะได้ขึ้นเครื่องบินก็ตีหนึ่งเวลาไทย อยู่บนเครื่องก็นอนไม่หลับ เฮ่อ

ก่อนถึงฟุกุโอกะเห็นเกาะเล็กเกาะน้อยมากมาย ซึ่งเราก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันคือตรงไหนของญี่ปุ่น (ยังไม่ได้หาเลยตะหาก)

มาถึงเราก็งงกะก็อกน้ำก่อนเลย

 

ไอ้กลมๆนี่มันอะไรแล้วชั้นต้องทำยังไงกะมันเนี่ย แต่มันน่าจะเป็นสบู่แหละ เพราะอีกอันเปนก็อกน้ำ

เอามือไปรองก่อน นึกว่าจะไฮเทค ไหลเอง... นิ่ง 

หาก็อก?? ไม่มี

จนคนอื่นที่มีไหวพริบดีกว่า บอกว่าให้เอามือจับไอ้กลมๆนั่นหมุนเลย นั่นหละก็อกมัน Foot in mouth หมุนเสร็จก็นึกว่ามันจะคล้ายๆของเมืองไทย แบบว่ากดแล้วมันก็ให้สบู่มาพอดีใช้ ไม่อ่ะ ไหลเป็นน้ำเลย ไม่ปิดไม่หยุด เราเลยต้องเอามือลื่นๆไปหมุนให้มันปิด 

แต่จริงๆแล้วเราคิดว่าญี่ปุ่นไม่ค่อยแตกต่างจากไทยมากขนาดที่ทำให้พวกเราตื่นเต้นชี้นู่นชี้นี่นะ (หรือเพราะแถวนี้มันไม่ได้เจริญเหมือนแถบอื่น?) รู้สึกว่าไม่มีใครตื่นเจ้นกับอะไรเลย หรือเป็นเพราะพวกเราผ่านต่างประเทศมาหมดแล้วก็ไม่รู้ 

ถ่ายรูปนี้เสร็จมียามญี่ปุ่นเดินมาบอกว่าห้ามถ่ายรูป เราก็โวยกับเพื่อนว่า ไม่เห็นจะบอกเลยว่าห้ามถ่าย จะไปรู้ได้ไง แต่มาดูดีๆ ป้ายห้ามถ่ายรูปมันก็อยู่ในรูปนั่นแหละ ตรงเสาอ่ะ ๕๕๕

จากนั้นเราก็นั่งรถที่รุ่นพี่ไปเช่ามาให้ตรงจากฟุกุโอกะไปมหาลัย ความฝันที่จะกินราเม็งที่ฟุกุ (ที่เค้าบอกว่าอร่อยสุดในญี่ปุ่น) เป็นอันต้องพับเก็บกลับบ้านไป Tongue out 

อยู่บนรถทุกคนก็ยังเฮฮากันได้อีก ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนเยอะแยะ 

หน้าตารถก็ไม่ค่อยต่างจากรถทัวร์ไทยเท่าไหร่ เว้นแต่ไม่มีอะไรประดับประดาลาวๆ ๕๕๕

สิ่งที่ต่างกันโคตรๆคือราคา... ขนาดมากันเยอะขนาดนี้ ค่ารถยังคนละ 4600 เยน

มาวันแรกก็มี Resident Assistant พาไปดูห้อง เค้ามาจากฮอกไกโดด้วยแหละ ผู้หญิง ตัวสูงแล้วก็ฮาๆน่ารักดี มาถึงก็ต่อปลั๊กนู่นนี่ให้เรียบร้อย 

ห้องเล็กๆแต่ก็ไม่ได้แคบจนเกินไป วิวนอกหน้าต่างเห็นอ่าวเบ็ปปุชัดเจน

  

แล้วเราก็ไปกินข้าวกันที่โรงอาหาร

ระหว่างทาง

นี่ไง

แล้วเราก็ไปซื้อราเม็งตามที่มั่นหมายไว้ ว่ามื้อแรกที่ญี่ปุ่นของชั้นต้องเป็นราเม็ง

แพงบรรลัยมาก สองอย่าง 415 เยน

แล้วเราก็ผิดหวังมากๆที่มันเลี่ยนมากกก ฮะจิบังยังอร่อยกว่า แต่ก็นะ โรงอาหาร รอหนูไปฟุกุโอกะก่อนเห้อะ แต่ชานมขวดละสี่สิบบาทนั่นอร่อยดี

วันที่สองกับสามเราก็ลงไปซื้อของกัน ทำให้รู้ว่า เมืองเบ็ปปุช่างน่ารักเรียบร้อยมากๆ แต่ก็เล็กๆไม่หวือหวา แต่ก็มีทุกอย่างครบ

เวลาลงก็นั่งรถเมล์ลงเขาไป ซื้อบัตรแบบสามรอบพันเยน ตรงหน้ารถเมล์ด้านในจะมีชาร์ทบอกว่า ถ้าขึ้นมาจากสถานีไหน จ่ายเงินเท่าไหร่ ยิ่งนั่งนานจะยิ่งแพง เพราะงั้นถ้ามันแพงกว่า 333 เยน ก็ใช้บัตรทริปเปิลจ่าย

ที่ๆเราเสียเงินมากที่สุด ๕๕๕ ไดโซะแบบเป็นห้างเลย

มาที่นี่เราต้องซื้อทุกอย่างใหม่หมด ทั้งหม้อชามรามไห ตะกร้า บลาๆ เพราะอย่างที่เห็นว่าห้องมันให้มาแค่นั้นแหละ เพราะฉะนั้นร้านร้อยเยนเลยเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

เวลาซื้อของที่นี่จะต้องดูดีๆมากๆ เพราะของอย่างเดียวกันจะราคาต่างกันลิบลิ่วในแต่ละที่ เช่นมีดโกน ทีนึง 798 อีกที่ 1080 แล้วอีกที่ก็ 1208 เยน ทั้งๆที่ของเหมือนกันทุกประการ ราคาสามารถต่างกันได้เป็นร้อยๆเยน หรือบางทีสบู่ธรรมดา กับแบบแถมรีฟิลที่ราคาเท่ากันจะเอาไปวางไว้คนละที่ โชคดีที่เจอก่อน ไม่งั้นคงจะเจ็บใจมากๆ

อีกอย่างคือห้างแต่ละห้างเค้าจะมีเวลาลดของเค้า เพราะฉะนั้นต้องจำใส่หัวและจดไว้ดีๆ

แต่ด้วยความที่กลัวจะเสียค่าโง่ เราเลยยังไม่ได้ซื้ออะไรเท่าไหร่ สามสี่วันแรกนี่กินไม่พอ หิวอยู่ตลอดเวลา โรงอาหารก็อาหารแพง แถมเราก็ยังจำเวลาเปิดปิดไม่ได้ หม้อหุงข้าวก็รอตลาดนัดมือสองจากรุุ่นพี่ เลยยังไม่ซื้ออีก

และอยู่ที่นี่เราต้องทำทุกอย่างเองจริงๆตั้งแต่ซักผ้า ทำกับข้าว ล้างจาน ซื้อของ จัดห้อง ไปเข้ากิจกรรม ทำให้แต่ละวัน กว่าจะได้นอนก็ตีหนึ่งตีสอง

 อ้อ ลืมเล่าไปว่าเราได้ไปกินซูชิจานเวียน จานละร้อยเยนที่ยูเมด้วย แต่รสชาติก็ไม่ได้น่าประทับใจเท่าไหร่ คล้ายๆกินที่ไทย แต่ว่าแซลมอนดิบที่นี่ให้ชิ้นใหญ่มาก แล้วก็ไม่เหม็นคาวเลย 


ซอฟท์ครีมถ้วยละ170 และ 200 เยน ชาเขียวไม่เข้มข้นเท่าไหร่ แต่สีม่วงอร่อยสดชื่่นดี

หลังจากแฮปปี้กับการกินไอติมได้ไม่นาน เรากับปอก็เริ่มรู้สึกว่าเราถูกทิ้ง เพราะทั้งรุ่นพี่และรุ่นเพื่อนไม่ได้มาตามเวลานัด แต่โชคดีที่้เจอรุ่นพี่อีกคน เลยให้เค้าพาไปส่งที่ป้ายรถเมล์ที่จะขึ้นไปมหาลัยได้

ขณะที่ปอกำลังจี๊ดเรื่องถูกลืม เราก็ถ่ายรูปเมืองตอนกลางคืนไปพลางๆ

ห้างยูเม สถานที่ที่เราถูกทิ้ง ๕๕๕ 

ร้านทาโกะยากิ

ท่อเมืองเบปปุ

ที่นี่ตอนกลางคืนดูปลอดภัยมากๆ ไม่มีหลืบอะไรที่ดูจะมีสิ่่งชั่วร้ายอยู่เลย ๕๕๕

จากนั้นเราก็เดินเข้าไปซื้อของสดที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแถวๆสถานีเบปปุ ที่ๆเราจะขึ้นรถกลับ ม. เมนูคืนนั้นคือโซบะต้มยำไก่ เนื่องจากเราหาข้าวไม่ได้ ๕๕๕

ซื้อเสร็จก็เตรียมตัวกลับมหาลัย ขึ้นรถไปเจอพวกเพื่อนๆกับรุ่นพี่พอดี เป็นความโชคดีของเค้าไป เพราะไม่งั้นคงโดนรุ่นพี่คนอื่นๆเฉ่ง

จเอกันแล้วเราเลยไปห้างฮิโรเสะต่อ ไปซื้อของสดมาตุน เพราะวันนั้นเป็นวันลดราคาของเค้า

กว่าเราจะถึงบ้านทำกับข้าวก็เที่ยงคืน 

แล้วโซบะต้มยำไก่ของเราก็ออกมาเป็นแบบนี้

มีเห็ดเข็มทองผัดเนยด้วย แต่เนยมันจืดอ่ะ มันเลยเป็นเห็ดจืดๆ

วันนั้นกว่าจะได้อาบน้ำนอนจริงๆก็ตีหนึ่งตีสอง

จากนั้นเราก็มี Entrance Ceremony เป็นงานที่พวกเราจะแต่งชุดประจำชาติไปเข้าร่วม รู้สึกว่าชุดไทยจะพร็อพเยอะ อลังการสุดแล้ว มีแต่คนมาขอถ่ายรูป ได้ลงเว็บไซต์ของมหาลัยด้วย เจ๋งมะ ๕๕๕

ประธานกล่าวไรไม่รู้

มีโชว์จากรุ่นพี่

โชว์จากชมรม อันนี้ขลัง น่าแจมเป็นที่สุดดด

อันนี้ก็เจ๋งมาาาาากกกของอินโด ตบมือแปะๆๆ

คนอินโดที่แสดง

อันนี้ออสเตรเลีย ประเทศใหม่ ไม่มีชุดประจำชาติ ฮีเลยอุ้มจิงโจ้มา

เกาหลีๆ

รวมตัวคนไทย

นี่ไง ได้ลงเว็บ

หลังจากนั้นก็มีสอบภาษาญี่ปุ่นทันที ทำไมให้เวลาน้อยงี้เนี่ย เปลี่ยนเสื้อเสร็จกลับมาเค้าก็จะเริ่มสอบกันแล้ว (เพราะเรามัวแต่โดนจับไปถ่ายรูปด้วยแหละ ๕๕๕)

สอบได้ร้อยสิบหกคะแนน เท่าที่ฟังจากคนจีน เราน่าจะได้อยู่ระดับกลาง ซึ่งไม่ปลื้มเท่าไหร่ เพราะเราอาจจะแค่มั่วถูกก็ได้ เบสิคบางคำยังไม่ได้เลย อยากอยู่ระดับต้นมากกว่า... ไปอ้อนวอนเค้า ๕๕๕

วันรุ่งขึ้น ซึ่งก็คือตอนนี้ที่เขียนอยู่ ก็มีโอเรียนเทชั่นแหลกลานติดๆกันตั้งแต่เช้ายันสองทุ่ม แต่เราไปแค่ตอนเช้า ไปสอบเลขซึ่งง่ายมากๆๆๆ แต่ลืมวิธีทำไปแล้ว ๕๕๕ กับปาร์ตี้ตอนรับเข้าสู่หอพักตอนเย็น ซึ่่งก็สนุกดี พี่เลี้ยงน่ารักมากๆๆๆๆ รู้สึกสนิทกว่าอยู่กับคนไทยอีกมั้ง

สรุปแล้วอยู่ที่นี่ประทับใจ ยกว้นเรื่องของกินที่แพงมากกกกกกกกกกกก ทำให้วันๆเราแทบไม่ได้กินอะไร ๕๕๕

ช่วงนี้ก็ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ เมนส์มาเร็วไปสองอาทิตย์แน่ะ หวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก่อนเปิดเทอมนะ T^T

 

จะไปญี่ปุ่นแล้นน้า

posted on 12 Sep 2010 14:41 by panpans

ในที่สุดเวลานี้ก็ใกล้จะหมดแล้ว เวลาที่เรารอคอยการไปญี่ปุ่น  (รอแบบยุ่งๆหัวหมุน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว Foot in mouth)

เราเลย ถือโอกาสไปเจอเพื่อนๆที่รัก ที่ฮะจิบังก่อน แล้วค่อยสเวนเซนส์ 

ถ่ายกับน้องไอ

น้องไอ แอนด์ เด็กน้อย

 

กับทุกคน Cool

ทุกคนดูเปลี่ยนไป แต่แค่เล็กน้อยนะ (อื่มม ยกเว้นเรา ๕๕๕) คุยกันสนุกสนาน มุกเก่าๆก็ยังเอามาล้อกันได้อยู่ ๕๕๕

เจอเฮียมิกกับปรางด้วย

ตอนจากกัน (บนสะพานลอยเชื่อสามห้างตรงสนามกีฬา) แอบมีเขื่อนแตกเล็กน้อย

พอตกเย็นก็ไปเลี้ยงกับที่บ้านที่ซิสเลอร์ต่อ

งานนี้มีปอยเป็นตัวโจ๊กของงานอีกเช่นเคย

สิ่งที่ผ่านมาในช่วงสองสามเดือนนี้ ทั้งโฮสคนจีน ทั้งพ่อแม่ญาติพี่น้อง เพื่่อนๆทั้งคนไทยคนญี่ปุ่น เด็กๆนักเรียนและพี่ๆที่คุมอง ทำให้เรารู้ว่า คนแบบเรา (ที่เราคิดว่าก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่) ก็มีคนคิดถึงเป็นห่วงอยู่เยอะเหมื่อนกัน ไปครั้งนี้เราจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังอย่างแน่นอน!!! 

 

โฮสหนูมากับดวงค่ะ 2

posted on 03 Sep 2010 10:04 by panpans

มาอัพแล้น หลังจากดองจนบล็อกเค็มมานาน

หลังจากวันนั้นที่ไปเขาใหญ่ เราก็โดดขึ้นรถของ บขส.เย็นวันนั้นเลยที่สายใต้ โดยโฮสเราออกค่ารถให้ คนละ 592 บาท ขึ้นรถสองทุ่ม ถึงกระบี่วันรุ่งขึ้นตอน 6 โมงเช้า

งานนี้เราไปกับทัวร์บริษัทนึงชื่อ เกาะพีพีทัวร์ ค่าทัวร์คนไทย 1,990 บาท คนต่างชาติ 2,190 บาทสำหรับโรงแรมสองคืน และทัวร์อีกหนึ่งวันพร้อมรถรับส่งจากสถานี้ขนส่งปโรงแรม รับไปกลับท่าเรือ และรับจากโรงแรมกลับสถานีขนส่ง

นั่งรถนอนไม่ค่อยหลับ แถมยังเปิดหนังถึงสี่ทุ่ม ให้นอนอีกสองชั่วโมง แล้วก็พาลงไปเลี้ยงข้าวต้ม

ตอนเช้าไปถึงสถานีขนส่งกระบี่ มีคนจากบริษัททัวร์มารับ ชื่อบังดำ (5555 ขอขำหน่อยนะคะ ตลกอ้ะ)

แต่ปรากฏว่าคุณบังดำไม่รู้ว่าโรงแรมที่พวกเราจะพักอยู่ไหน (ทางทัวร์เค้ามีรายชื่อโรงแรมมาให้เลือกน่ะ) บริษัทก็ยังไม่เปิด แล้วแกเลยทำไรไม่ถูก พวกเราเลยโทรไปหาบั๊ก แล้วขอเบอร์โรงแรมมาให้บังคุยกับรีเซพชั่น รวมเวลาแล้วเราใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการเดินทางไปโรงแรม ดีนะที่โฮสเค้าไม่อารมณ์เสีย เราดิ เสียก่อนเพื่อนเลย =_=

โรงแรมไม่ได้อยู่ในส่วนของอ่าวนางที่มีฝรั่งเยอะๆ แต่ก็ไม่ไกลมาก แถมยังมีรถรับส่งจากหาดฟรี (รู้ตัวว่าไกลไง)

 สภาพโรงแรมก็สวยงามน่าประทับใจ

 

 

 

 
วันแรกไปเดินเที่ยวกันเอง ให้รถของโรงแรมพาไปส่งที่หาด ฝนตกทั้งวัน เริ่มใจเสีย ตอนแรกพลอย เพื่อนที่อยู่กระบี่ก็บอกแล้วว่าช่วงนี้ฝนตกทุกวัน แกอย่ามาเลย (ก็โฮสเค้าจะมาอ้ะ)
 
 
 
ดูเมฆดิ..
หลังจากถ่ายรูปนี้ได้ไม่นาน พวกเราก็ติดฝนก้อนนั้นไปไหนไม่ได้อยู่เป็นชั่วโมง
 
พอตกเย็น ก็เข้าไปที่แหล่งฝรั่ง ไปกินข้าวข้างถนนกัน 555
 
 
ไก่นี่โฮสแม่กินเสร็จแล้วเบิ้ลอีกไม้
 
วันที่สองถึงวันเที่ยวซักที ตอนตื่นขึ้นมายังคิดอยู่เลยว่ามองออกไปจะเจอฟ้าแบบไหน..
 
 
 วิวนอกหน้าต่าง
 
ปรากฏว่า ฟ้าใสปิ๊ง หมาะแก่การออกเรือสุดๆ 
 
วันนี้เราเลยไปเที่ยวตามโปรแกรม ไปเกาะห้อง ท่องทะเลในกัน!
 
ก่อนไปก็ขอเอ้นจอยเบรคฟาสต์ของโรงแรมก่อนนะค้า
 
 
 
โฮสเราเพิ่งเคยกินขนมปังปิ้งจะเครื่องปิ้งเป็นครั้งแรก กินกันอร่อยมาก ปิ้งแล้วปิ้งอีก บอกเดี๋ยวกลับไปจีนจะซื้อเครื่องปิ้งขนมปัง  
 
 
 
 
 
 
อันนี้คือทะเลใน เป็นทะเลลึกสามสี่เมตร ไม่มีหาด และมีภูเขาล้อมรอบ แต่น่าเสียดายที่เมื่อวานฝนตกหนัก เลยมองไม่เห็นพื้นทะเล เค้าบอกมีปลาดาวเต็มเลย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
อันนี้คือเกาะห้อง เสียดายที่ลงน้ำไม่ได้เพราะเป็นวันนั้นของเดือน.. แต่พี่ๆไกด์ก็พยายามหาขนมมาให้เราเลี้ยงปลา ขอบคุณค่า 
 
พี่กัปตันเรือก็ลงไปเล่นน้ำกับเค้าด้วย แล้วก็จับปลาเสือขึ้นมาให้ดู พวกเราก็ตื่นเต้นกันใหญ่ แต่พี่เค้าบอกว่า น้องห้ามจับปลาหมอหินนะครับ เงี่ยงมันคม กำลังจะหันไปแปลให้โฮส ปรากฏว่า...
 
มันกำลังดิ้นพั่บๆๆๆอยู่ในมือโฮสพ่อเราเลย O[]o!!
 
ก่อนจะดิ้นหนีไปก็ไม่ลืมใช้เงี่ยงคมๆทิ้งแผลลึกไว้ที่มือโฮสพ่ออย่างที่พี่กัปตันบอกไว้ไม่มีผิด 
 
เนี่ยแหละนะ "พูดยังไม่ทันขาดคำ" ของจริง
 
วันสุดท้ายที่กระบี่ ฟ้าก็ยังคงใสปิ๊ง เราเลยตัดสินใจซื้อทัวร์อีกหนึ่งรายการ ไปต่อเค้าเหลือคนละ 700 อิอิ
 
วันนี้เราไปชมทะเลแหวกกัน
 
 
 
 
 โอ้วหม่ายก๊อด ปลาเยอะมากโฮสแม่เราอดไม่ไหวกระโดดลงไปแจม ลงไปดิ้นๆโวยวายอยู่พักใหญ่ แต่พอเล็งกล้องไปก็ยังไม่ลืมที่จะโพส แล้วโวยวายต่อ โฮสพ่อล่ะเซ็ง
 
 
 ถึงเราจะโหล แต่เราก็หลอกนักท่องเที่ยวได้นะฮ้า
 
 
โฮสใครว้าาา
 
 
ไม่ลืมโพสแม้คลื่นซัด...
 
 
 
อยู่ที่ทะเลแหวก แต่มันไม่แหวก เพราะเป็นช่วงไหว้พระจันทร์ พระจันทร์เต็มดวงน้ำเลยขึ้น
 
แล้วเราก็กลับมานอนต่อที่โรงแรมซักพัก ก่อนที่จะมีรถรับเราไปสถานีขนส่งกระบี่ คราวนี้เปลี่ยนไปขึ้นลิกไนต์ทัวร แพงขึ้นมาสามสิบกว่าบาท อาหารอร่อย ที่นั่งดีขึ้นเยอะ นอนหลับสบายยย
 
งานนี้กลับมาเราโทรมไปเลยทีเดียว เพราะโฮสเราเล่นพูดภาษาอื่นนอกจากจีนไม่ได้เลย เราเลยเป็นคนจัดการทุกอย่างตั้งแต่จองทัวร์ โทรหาคนที่จะมารับ สื่อสารระหว่างไกด์กับโฮส จองตั๋วรถ บลาๆๆ
 
แต่งานนี้โดยรวมก็ผ่านไปด้วยดีมากๆ ค่าทัวร์ก็ถูกมากเพราะเป็นช่วงโลว์ ฝนตกทุกวัน แต่งานนี้ได้เที่ยวเต็มๆในราคาโคตรคุ้มมากๆ ก็โฮสหนูมากับดวงนี่คะ 
 
พอกลับมาถึงกรุงเทพตอนหกโมงเช้า ลงไปนอนตายซักพัก แล้วเก้าโมงก็อาบน้ำแต่งตัว พาโฮสไปเดินช็อปต่อ
 
พาไปถิ่นประจำของเราเอง สยาม!
 
ไปเจอส้วมในสยามดิสแล้วงานนี้ไม่ชมไม่ไหว โอ้ว ส้วมสะอาดจริงๆ (ไม่รู้เข้าเสร็จแล้วกดชักโครกให้เค้ารึเปล่า วันก่อนไปเข้าห้องน้ำปั๊มแล้วไม่กด ตามแบบจีน 
 
แต่ที่ๆโฮสถูกใจที่สุด โดยเฉพาะโฮสแม่ คือแพลตินั่ม แบบว่า โอ้วมีแต่เสื้อสวยๆถูกๆมากมายยย (ที่จีนเสื้อแพงกว่าไทย แถมยังลาวอีกด้วย)
 
อาหารแพลตินั่มก็อร่อย ถูกก็ถูก ดีไปหมด แต่มีเวลาแค่ชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น โฮสแม่บอกมาคราวหน้า จะมาเดินที่นี่วันนึงเลย!!
 
แล้วเราก็จะขึ้นรถเมล์สาย 204 กลับบ้าน แต่ไม่ทันแล้ว เพราะเครื่องบินจะออกตอนหกโมงครึ่ง ต้องไปสนามบินตอนสี่โมง  พอดีมีรถตู้ไปสี่พระยามา เลยรีบตัดสินใจโดดขึ้นรถ ถึงบ้านภายในสามโมงพอดี
 
แล้วโฮสก็ทึ่งกับพัฒนาการของเราอีกครั้ง 555
 
เราพาโฮสไปส่งสนามบิน ร่ำลาจากกันด้วยความประทับใจ แกบอกว่ามีครั้งที่สองแน่นอน!!
 
งานนี้ทำให้เราเห็นว่า โฮสเราเค้าเห็นเราเหมือนลูกเค้าจริงๆ แล้วก็คิดถึงเรามากๆ เอ็นดูมากๆ ปลื้มใจ รู้สึกว่าช่วงนี้จะได้รับความเมตตากรุณาากใครหลายๆคน 
 
ไปญี่ปุ่นคราวนี้ ก็ขอให้เจอแต่คนดีๆ เอ็นดูเราอีกเท้อะ สาธุ